กระบวนการบริหารการเปลี่ยนแปลง

การกำหนดกระบวนการในการบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management Process: CMP) จากกรอบแนวคิดในการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์กรของ Robert Ostohoff เป็นการวางแผนดำเนินการต่าง ๆ เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลง สนับสนุนให้เกิดการปรับตัวและการยอมรับ พร้อมทั้งสร้างศักยภาพใหม่ ๆ เพื่อรองรับให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นให้ได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยแนวทางการบริหารการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะช่วยให้องค์กรเกิดการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง ดังนี้

  1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมองค์กร (Transition and Behavior Management) เป็นการเปลี่ยนแปลงค่านิยม พฤติกรรมของผู้บริหารและบุคลากร ให้เป็นผู้ยึดแนวการทำงานที่เปิดรับและพร้อมสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ ในเชิงบวก โดยปลูกฝังแนวคิดที่เอื้อต่อการทำงาน การเชื่อมโยงกับค่านิยมองค์กร (Core Value) และวัฒนธรรมองค์กร (Organization Culture) เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการทำงาน ให้เกิดการปฏิบัติไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้
  2. ระบบการสื่อสารภายใน-ภายนอกองค์กร (Inter-External Communications) เพื่อให้ทุกคนเกิดความเข้าใจในสิ่งที่องค์กรจะดำเนินการร่วมกัน สื่อสารเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจ เป้าหมาย ความหมาย และความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการ ขั้นตอน บทบาทหน้าที่คณะทำงานและผู้เกี่ยวข้องในการจัดการบริหารการเปลี่ยนแปลง ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงจากภายในสู่ภายนอก (Inside-Out)
  3. การใช้กระบวนการและเครื่องมือที่เหมาะสม (Process and Tools) ให้เข้าถึง ถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนความรู้สะดวกรวดเร็วขึ้น โดยเลือกใช้กระบวนการและเครื่องมือที่เหมาะสมกับลักษณะขององค์กร การทำงาน วัฒนธรรมองค์กร ทรัพยากร เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ในการปฏิบัติให้เป็นไปตาม แผนบริหารการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกับบริบทที่ต้องการ
  4. การเรียนรู้ (Learning) โดยการจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management) เพื่อสร้างความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญและหลักการของการจัดการความรู้ โดยการพิจารณาถึงเนื้อหากลุ่ม เป้าหมาย วิธีการ การประเมินผล และปรับปรุงผลการดำเนินการในมิติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อการเผยแพร่และแบ่งปันความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ในการทำงานอย่างเป็นระบบเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงบรรลุเป้าหมาย
  5. การวัดผล (Measurement) จากการดำเนินการทั้งในมิติการสร้างระบบ (System Design) การได้ผลลัพธ์อย่างมีประสิทธิภาพ (Efficiency and Output) รวมถึงการได้ผลสัมฤทธิ์อย่างมีประสิทธิผล (Effectiveness and Outcome) เพื่อให้ทราบว่าการดำเนินการได้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ มีการนำผลของการวัดมาใช้ในการปรับปรุงแผนและการดำเนินการให้ดีขึ้น มีการนำผลการวัดมาใช้สื่อสารกับบุคลากรในทุกระดับ โดยการวัดผลต้องพิจารณาว่าจะวัดผลที่ขั้นตอนใด อาทิเช่น วัดที่ตัวระบบ (System) วัดที่ผลลัพธ์ (Output) หรือวัดที่ประโยชน์ที่จะได้รับ (Outcome) การวัดผลจะทำให้รู้ว่าการดำเนินการก่อให้เกิดการพัฒนาได้อย่างเป็นรูปธรรมจริงหรือไม่
  6. การยกย่องชมเชยและการให้รางวัล (Recognition and Rewards) โดยค้นหาความต้องการของบุคลากร แรงจูงใจระยะสั้นและระยะยาวอย่างเหมาะสมและเป็นระบบ การบูรณาการเข้ากับระบบที่มีอยู่ เช่นของรางวัล ประกาศเกียรติคุณ คำยกย่องชมเชย ซึ่งเป็นตามแนวทางการกระตุ้นทางบวก โดยปรับเปลี่ยนให้เข้ากับกิจกรรมที่ทำในแต่ละช่วงเวลาเพื่อสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการมีส่วนร่วมของบุคลากรในทุกระดับ ผลักดันให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเกิดการยอมรับ
  7. การหาข้อมูลและแนวทางพัฒนา นำมาใช้เทียบเคียงกับผู้เป็นเลิศ (Best Practice Benchmark) เพื่อสร้างโอกาสท้าทาย เกิดพลังในการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่องและมีความเป็นไปได้ในการดำเนินการเป็นแบบอย่างที่ดี และมาจากความแตกต่าง หลากหลายแหล่งที่ประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับ

กล่าวโดยสรุป กระบวนการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง (Change Management Process: CMP) ทั้ง 7 ขั้นตอน เป็นแผนช่วยในการนำบุคลากรเข้าสู่กระบวนการจัดการความรู้ซึ่งถือเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสร้าง แสวงหา และบริโภคความรู้ขององค์กรนั้น ๆ เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย (Desired State) ตามที่พึงประสงค์

This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *