เจตนากับการกระทำอะไรสำคัญกว่ากัน

สำหรับผมแล้ว หนึ่งในความจริงอันน่าเบื่อรองจากการที่เกิดเป็นคนแล้วต้องเสียเวลาลำบากหาอะไรกินเพื่อตอบความคงอยู่ของร่างกาย ก็คือหลายๆเรื่องล้วนเป็นผลของปรากฏการณ์ไก่กับไข่ พูดง่ายๆก็คือเรื่องราวส่วนใหญ่บนโลกมักจะมีความเชื่อมโยงมากกว่าสองสิ่งซึ่งสัมพันธ์กันอย่างเป็นเหตุเป็นผล แถมยังแยกไม่ออก ตัดสินไม่ได้ว่าสิ่งใดเป็นเหตุ สิ่งใดเป็นผล เพราะมันเป็นได้ทั้งคู่ (โชคยังดีที่มันเป็นได้แค่อย่างใดอย่างหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ไม่เช่นนั้นแล้วจักรวาลคงไม่มีขอบเขตมากกว่าการไม่มีขอบเขตอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน) … ใช่แล้วครับ แม้ว่าท่านยังคงคิดว่า “ใช่เรื่องอะไรวะ” ผมกำลังจะบอกว่า เจตน่ากับการกระทำก็มีส่วนของการเป็นไก่กับไข่อยู่บ้าง แต่ที่พิเศษกว่ากรณีอื่นที่ผมเคยเจอคือ มันไม่ 100% ลองคิดดู “ขาไป” ว่าการที่เรามีเจตนาจะทำอะไรซักอย่างเราก็สามารถกระทำตามเจตนารมณ์ ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร ลองมาพิจารณา “ขากลับ” ดู ท่านเคยหรือไม่ที่กระทำอะไรแล้วเกิดเจตนาในภายหลัง ลึกๆแล้วผมเชื่อว่ามี แค่เราไม่เคยชินที่จะสังเกตมันด้วยเหตุที่มันเป็นลำดับขั้นที่สวนทางกับธรรมชาติของมนุษย์ ผมขอหยุดการเกริ่นไว้แต่เพียงเท่านี้ แล้วเรามาเข้าเรื่องตามหัวข้อที่ผมจ่าหัวไว้ …

เรื่องของเรื่อง เมื่อตอนที่ผมยังเรียนปริญญาตรี ลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งถามผมว่า ทำไมจึงเลือกเรียนวิศวไฟฟ้า ส่วนตัวเขาเองเลือกวิศวกรรมเครื่องกลเพราะเครื่องกลเป็นเรื่องที่จับต้องได้และอธิบายได้ทางกายภาพ ส่วนไฟฟ้านั้นจับต้องไม่ได้ มองไม่เห็น ต้องอาศัยจินตนาการและมโนภาพผ่านทางสมการคณิตศาสตร์ …

เรื่องต่อมา  สมัยเรียนปริญญาโท มีเพื่อนสองคนที่ขัดแย้งกัน คนแรกเพื่อนรังเกียจในพฤติกรรม คนที่สองนั้นตรงกันข้าม ครั้งหนึ่งผมได้ยินกลุ่มเพื่อนซึ่งรวมกึงเพื่อนคนที่สองนี้ นินทาเพื่อนคนแรกว่าเขาไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ ผมก็เลยสวนไปกลางวงว่า อย่ามัวแต่หลงในพฤติกรรมคนบางคน (ผมแอบหมายถึงเพื่อนคนที่สองที่ชอบแสร้งวางตัวดี แต่ในใจผมไม่ค่อยเชื่อ) ให้ลองดูเจตนากันดีๆ ก็มีเพื่อนอีกคนหนึ่งถามกลับมาว่า แล้วเจตนาเขาดูกันยังไง ผมนี่เงิบไปเลยครับ

เรื่องสุดท้าย การสนทนากับคุณพ่อตาถึงประเด็นของนักการเมือง เอาตั้งแต่ “ทรัมป์” ของร้อน ไล่ไปจนถึง “มากอส” ซึ่งก็ร้อนเหมือนกัน (เพิ่งเสียไปสดๆร้อนๆ) สรุปใจความการสนทนาที่ผมขี้เกียจจะไล่เรียงให้ครบและต่อเนื่อง ประมาณว่า 1.หมอเป็นอาชีพที่ง่าย ผู้สืบสวนหรือพิพากษาคดีนี่สิยากฉิบ เพราะหมออยู่กับการวินิจฉัยร่างกายคนที่มองเห็นเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ (อุปมาได้เหมือนวิศวเครื่องกลไหมหละ) ส่วนอะไรที่เกี่ยวกับการวินิจฉัยคดี ซึ่งมีเจตนาคนเป็นองค์ประกอบนั้น มันช่าง Abstract เสียนี่กระไร จะเอาอะไรมาจับมากรองให้ความคิดของคนๆนั้น ช่วงเวลาที่เกิดเหตุนั้น กลายมาเป็นตรรกะที่ชัดเจนเพื่อการวินิจฉัยได้ ที่สำคัญอย่าลืมนะว่าเป็นเจตนาของเขาที่ไม่ได้มาจากความเป็นตัวเราเข้าไปเจือปนให้เกิดความบิดเบือน (เหมือนวิศวกรรมไฟฟ้าไหมหละ ถึงแม้ว่ามโนภาพของคนเราที่มีต่อพฤติกรรมของประจุไฟฟ้าจะแตกต่างกัน แต่ก็มีโมเดลคณิตศาสตร์ขังมันไว้ไม่ให้พวกเราฟุ้งซ่าน) 2.เจตนาดี แตะการกระทำไม่ดี ก็ส่งผลให้คนอื่น (สิ่งแวดล้อมภายนอกตัวเรา) ไม่ดีตามไป แต่ถ้าเจตนาไม่ดี แต่การกระทำดี ก็ส่งผลให้คนอื่นดี ส่วนตัวเราเองคงจะได้รับผมไม่ดีในแง่ความคิดจิตใจขุ่นมัวในใจ จึงสรุปง่ายๆว่าเจตนาเป็นเรื่องของบุคคล ถ้ามันยากนักก็ไม่ต้องวินิจฉัยมันให้เปลืองทรัพยากรก็ได้ หากผลของการกระทำมันออกมาดีต่อส่วนรวม อาจเรียกว่าเป็น Result-based ก็ไม่ผิด กระนั้นผมก็เกิดความส่งสัยต่อเนื่องว่ากฏหมายจะงี่เง่าเกินไปไหมที่ชอบขุดคุ้ยหรืออ้างกันถึง “เจตนา” เพราะถ้าคนกระทำผิดมีจิตวิทยาสูงพอที่จะบิดเบือนหรือหลบซ่อนเจตนาได้ ก็เท่ากับเป็นการบั่นทอนความจริงไม่มากเลยทีเดียว

ท้ายสุดนี้ ก่อนจะหลับตานอนในค่ำคืนนี้ ผมได้ตั้งคำถามแล้ว line ไปถามอาที่น่ารักคนหนึ่งว่า … เราจะวิเคราะห์/รู้เจตนาคนได้ยังไง โดยมีเงื่อนไขว่า ไม่อิงกับผลลัพธ์ เช่น ร่องรอย หลักฐาน และไม่พึ่งพิงพวกญาณวิเศษ

คำตอบที่ได้รับมีอยู่ว่า …

This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *